วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แนะนำตัว

เรามาทำความรู้จักกันก่อนนะคะ



ครูชื่อ จินต์จุฑา   โคตรวิทย์  ชื่อเล่น อีฟ
เกิดวันที่ 16 เมษายน 2538  ปีกุน
ศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

คำนาม

                 คำนาม คือ คำที่ใช้แทนคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ และกิริยาอาการต่างๆ
       คำนามในภาษาไทยแบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ
                  1.สามานยนาม (คำนามไม่ชี้เฉพาะ)หรือคำนามทั่วไป คือ คำนามสามัญที่ใช้เป็นชื่อทั่วไป หรือเป็นคำเรียกสิ่งต่างๆ โดยทั่วไป ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง สามานยนามบางคำมีคำย่อยเพื่อบอกชนิดย่อยๆของสิ่งต่างๆ เรียกว่า สามานยนามย่อย
         2.วิสามานยนาม (คำนามชี้เฉพาะ)หรือคำนามชี้เฉพาะ คือ คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะของคน สัตว์ สถานที่ หรือเป็นคำเรียกบุคคล สถานที่เพื่อเจาะจงว่าเป็นคนไหน สิ่งใด
         3.ลักษณนาม (คำนามแสดงลักษณะ)คือ คำนามที่ทำหน้าที่ประกอบนามอื่น เพื่อบอกรูปร่าง ลักษณะ ขนาดหรือปริมาณของนามนั้นให้ชัดเจนขึ้น
                     4.สมุหนาม (คำนามรวมหมู่)  คือ คำนามบอกหมวดหมู่ของ
สามานยนาม และวิสามานยนามที่รวมกันมากๆ
         5.อาการนาม (คำนามธรรม) คือ คำเรียกสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีขนาด จะมีคำว่า "การ" และ "ความ" นำหน้า ข้อสังเกต คำว่า การ” และความ” ถ้านำหน้าคำชนิดอื่นที่ไม่ใช่คำกริยา หรือวิเศษณ์จะไม่นับว่าเป็นอาการนาม

                หน้าที่ของคำนาม
                 - ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
                 - ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค
                 - ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายคำนามอื่น
.                - ทำหน้าที่ขยายคำกริยา
                 - ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มของคำกริยาบางคำ
                 - ทำหน้าที่ตามหลังบุพบท เพื่อทำหน้าที่บอกสถานที่หรือขยายกริยาให้มีเนื้อความบอกสถานที่ชัดเจนขึ้น

                  - ทำหน้าที่เป็นคำเรียกขาน


เข้าใจกันไหมเอ่ย...? ถ้ายังไม่เข้าใจนักไปดูวิดิโออธิบายกันเลย...


คำสรรพนาม

                        คำสรรพนาม เป็นคำที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวมาแล้วเพื่อทำให้เนื้อความมีความสละสลวยยิ่งขึ้น

                        ชนิดของคำสรรพนาม
                        คำสรรพนามแบ่งได้ ชนิด คือ
                        1. บุรุษสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึง แบ่งออกเป็น
                            บุรุษที่ 1ได้แก่ ฉัน ข้าพเจ้า กระผม ผม ดิฉัน เรา อาตมา ข้าพระพุทธเจ้า เป็นบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนผู้พูด
                             บุรุษที่ ได้แก่ เธอ ท่าน คุณ ใต้เท้า พระคุณเจ้า ฝ่าพระบาท แก เป็นบุรุษสรรพนามที่ใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วย
                             บุรุษที่ ได้แก่ เขา พวกเขา มัน พระองค์ เป็นบุรุษสรรพนามที่เราพูดถึงหรือผูพูดกล่าวถึง
                         2. ประพันธสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค ทำหน้าที่แทนคำนาม หรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า และยังทำหน้าที่เชื่อมประโยคโดยให้ประโยค ประโยคมีความเชื่อมกัน ได้แก่คำว่า ผู้ ที่ ซึ่ง อัน เช่น
                             - บุคคลผู้ไม่ประสงค์ออกนาม บริจาคเงิน 100บาท
                             - ผู้หญิงที่อยู่ในบ้านนั้นเป็นย่าของผม
                             - ไม้บรรทัดอันวางบนโต๊ะเป็นของเธอ  
                        3. วิภาคสรรพนาม เป็นสรรพนามบอกความชี้ซ้ำที่ ใช้แทนนามหรือสรรพนาม ที่แยกออกเป็นส่วนๆ หรือเป็นคนๆ หรือพวก ได้แก่ บ้าง ต่าง กัน เช่น
                             - นักกีฬาต่างดีใจที่ได้ชัยชนะ
                             - เด็กนักเรียนบ้างก็อ่านหนังสือ บ้างก็ร้องเพลง
                             - พี่น้องคุยกัน        
                       4. นิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แทนนามชี้เฉพาะเจาะจง หรือบอกความใกล้ไกล ที่เป็นระยะทางให้ผู้พูดกับผู้ฟังเข้าใจกัน ได้แก่คำว่า นี่ นั่น โน่น นี้ นั้น โน้น เช่น
                            - ี่เป็นกระเป๋าใบที่เธอให้ฉัน
                            -  โน่นเป็นเทือกเขาถนนธงชัย
                            - นี่เป็นของเธอ นี้เป็นของฉัน
                       5. อนิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนนามบอกความไม่ชี้เฉพาะเจาะจงที่แน่นอนลงไป ได้แก่ ใคร อะไร ที่ไหน ผู้ใด บางครั้งก็เป็นคำซ้ำๆ เช่น ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ เช่น
                             -  ใครจะไปกับคุณพ่อก็ได้
                             ผู้ใดเป็นคนชั่ว เราก็ไม่ไปคบค้าสมาคมด้วย                 
                             -  ไหนๆก็นอนได้
                         6. ปฤจฉาสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้ถามที่ใช้แทนนามที่มีเรื้อความเป็นคำถาม เช่น ใคร อะไร ผู้ใด ไหน ปฤจฉาสรรพนามต่างกับอนิยมสรรพนาม ก็คือ อนิยมสรรพนามใช้ในประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธ แต่ปฤจฉาสรรพนามใช้ในประโยคคำถาม เช่น
                                - ใครมาหาฉัน ?
                                - อะไรอยู่ใต้โต๊ะ ?
                                - ไหนเป็นบ้านของเธอ ?
                  หน้าที่ของคำสรรพนาม สรรพนามใช้แทนคำนามจึงทำหน้าที่เช่นเดียวกับคำนาม ดังนี้
                  1. ใช้เป็นประธานของประโยค เช่น
                        - เขาไปกับคุณพ่อ
                        - ใครอยู่ที่นั่น
                        - ท่านไปกับผมหรือ
                  2. ใช้เป็นกรรมของประโยค เช่น
                       - แม่ดุฉัน 
                       - เขาเอาอะไรมา
                       - เด็กๆกินอะไรๆก็ได้
                   3. เป็นผู้รับใช้ เช่น
                       - คุณแม่ให้ฉันไปสวน
                   4. เป็นส่วนสมบูรณ์หรือส่วนเติมเต็ม เช่น            
                       - คุณเป็นใคร
                  5. ใช้เชื่อมประโยค เช่น
                       - เขาพาฉันไปบ้านที่ฉันไม่เคยไป
                       - เขามีความคิดซึ่งไม่เหมือนใคร
                       - คนี่ไปกับเธอเป็นน้องฉัน
                  6. ใช้ขยายนามที่ทำหน้าที่เป็นประธาน หรือกรรมของประโยค  เพื่อเน้นความที่แสดงความรู้สึกของผู้พูด จะวางหลังคำนาม
                       - คุณครูท่านไม่พอใจที่เราไม่ตั้งใจเรียน
                       - ฉันแวะไปเยี่ยมคุณครูท่านมา
            ข้อสังเกตการใช้คำสรรพนาม
             การใช้คำสรรพนาม มีข้อสังเกตดังนี้ คือ
                    1. บุรุษสรรพนามบางคำจะใช้เป็นบุรุษสรรพนามบุรุษที่ หรือ บุรุษที่ ก็ได้
                        ท่านมาหาใครครับ                               ( บุรุษที่ 2 )
                         เธอไปกับท่านหรือเปล่า                      ( บุรุษที่ 3 )
                         เธออยู่บ้านนะ                                     ( บุรุษที่ 2 )
                   2. บุรุษสรรพนามจะต้องใช้ให้ถูกต้องตามฐานะของบุคคล วัยและเพศของบุคคล เช่น ผม ใช้กับผู้พูดเป็นชาย แสดงความสุภาพข้าพระพุทธเจ้า ใช้พูดกับพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูง เป็นต้น
                     3. คำนามอาจใช้เป็นสรรพนามได้ในการสนทนา
                            ปุ๋ยมาหาคุณพี่เมื่อวานนี้ ( ปุ๋ยใช้แทนผู้พูด )

คำกริยา

                     คำกริยา  คือ คำที่แสดงอาการของนามหรือสรรพนามเพื่อให้รู้ว่า นามหรือสรรพนาม
นั้นทำหน้าที่อะไร หรือเป็นการแสดงการกระทำของประธานในประโยค
                      3.1 ชนิดของคำกริยา
                            คำกริยาแบ่งได้ ชนิด คือ
                            1. อกรรมกริยา คือกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับก็ได้ใจความสมบูรณ์ เช่น
                                 - ฉันยืนแต่แม่นั่ง
                                 - ไก่ขัน แต่หมาเห่า
                                 - พื้นบ้านสกปรกมาก
                           คำลักษณวิเศษณ์ที่บอกลักษณะต่างๆทำหน้าที่เป็นตัวแสดงในภาคแสดงของประโยค 
ถือว่าเป็นกริยาของประโยค เช่น
                                  - ฉันสูงเท่าพ่อ
                                  - ดอกไม้ดอกนี้หอม
                                  - พื้นสะอาดมาก
                             2. สกรรมกริยา คือ กริยาที่มีกรรมมารับจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ เช่น
                                  - ฉันกินข้าว
                                  - แม่หิ้วถังน้ำ
                                  - พ่อขายของ    
                              กริยาบางคำต้องมีกรรมตรงและกรรมรอง เช่น
                               - ให้  ฉันให้ดินสอน้อง   หมายถึง  ฉันให้ดินสอแก่น้อง
                               -  แจก       ครูแจกดินสอนักเรียน   หมายถึง  ครูแจกดินสอให้นักเรียน
                               - ถวาย       ญาติโยมถวายอาหารพระภิกษุ  หมายถึง 
ญาติโยมถวายอาหารแด่พระภิกษุ
                               ดินสอ   อาหาร  เป็นกรรมตรง
                               นักเรียน   พระภิกษุ  น้อง  เป็นกรรมรอง
                               3. วิกตรรถกริยา เป็นกริยาที่ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ต้องอาศัยคำนาม สรรพนาม
หรือคำวิเศษณ์มาเติมข้างหลังหรือมาขยายจึงจะได้ใจความ ได้แก่กริยาคำว่า ว่า เหมือน คล้าย เท่า 
คือ เสมือน ประดุจ แปลว่า เช่น
                                   - นายสีเป็นพ่อค้าข้าว
                                   - เธอคล้ายฉัน
                                   - ทำได้เช่นนี้เป็นดีแน่
                               
4. กริยานุเคราะห์ คือกริยาช่วย เป็นคำที่ช่วยให้กริยาอื่นที่อยู่ข้างหลังได้ความครบ
 เพื่อบอกกาลหรือบอกการกระทำให้สมบูรณ์ ได้แก่ กำลัง คง จะได้ ย่อม เตย ให้ แล้ว เสร็จ กริยานุเคราะห์
จะวางอยู่หน้าคำกริยาสำคัญหรือหลังคำกริยาสำคัญก็ได้ เช่น
                                     - เขาย่อมไปที่นั่น
                                     - เขาถูกครูดุ
                                     - พ่อกำลังมา
                                     - น้องทำการบ้านแล้ว
                                     - ฉันต้องไปกับคุณแม่วันพรุ่งนี้    
                                5.กริยาสภาวมาลา คือ กริยาที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม จะเป็น ประธาน กรรม หรือ 
บทขยายของประโยคก็ได้ เช่น
                                     - นอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดี         ( ประธานของประโยค )
                                     - ฉันชอบไปเที่ยวกับเธอ                 ( เป็นบทกรรม )
                                     - ฉันมาเพื่อูเขา                           ( เป็นบทขยาย ) 
                          3.2 หน้าที่ของคำกริยา
                                1. คำกริยาจะทำหน้าที่เป็นภาคแสดงของประโยค จะมีตำแหน่งในประโยคดังนี้
                                     ก. อยู่หลังประธาน เช่น เธอกินข้าว
                                     ข. อยู่หน้าประโยค เช่น เกิดน้ำท่วมฉับพลัน
                                2. คำกริยาทำหน้าที่เป็นส่วนขยายคำนาม เช่น
                                    - เด็กเร่ร่อนยืนร้องไห้                                 
                                       เร่ร่อน เป็นกริยาขยายคตำนามเด็ก
                                    - ปลาตาย ไม่มีขายในตลาด
                                        ตาย เป็นกริยาขยายคำนามปลา
                                3. คำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาสภาวมาลาเป็นประธานกรรมหรือ
บทขยาย เช่น
                                    - อ่านหนังสือ ช่วยให้มีความรู้
                                       อ่านหนังสือ เป็นประธานของกริยาช่วย
                                    - แม่ไม่ชอบนอนดึก
                                       นอนดึก เป็นกรรมของกริยาชอบ

ฟังเพลง

เรามาพักฟังเพลงกันดีกว่านะคะ เดี๋ยวจะเคลียดกัน



คำวิเศษ

              

                     คำวิเศษณ์  เป็นคำที่ใช้ขยายคำนาม  สรรพนาม   กริยา  หรือวิเศษณ์  เพื่อบอกเวลา  สถานที่  จำนวน  หรือลักษณะต่าง ๆ   คำวิเศษณ์จำแนกได้เป็น ๙  ชนิดดังนี้
                      . คำวิเศษณ์บอกลักษณะ (ลักษณวิเศษณ์)  ได้แก่คำขยายที่บอกชนิด  ขนาด  สัณฐาน  สี กลิ่น  รส  สัมผัส  อาการ  ความรู้สึก   เช่น  เล็ก  ใหญ่  กลม  รี  แบน  ขาว  แดง  เหม็น  หอม  หวานเปรี้ยว  อ่อน  แข็ง  เร็ว  ช้า  ค่อย  แหบ  ดัง   เป็นต้น     ตัวอย่างเช่น
                           - คนดีย่อมมีความกตัญญูต่อพ่อแม่
                           - ม้าวิ่งเร็ว
                           - เขาพูดเพราะ
                           - ลมพัดแรง
                     คำวิเศษณ์บอกเวลา (กาลวิเศษณ์)  เป็นคำขยายบอกเวลา ที่เกิดขึ้นแล้ว  หรือปัจจุบัน  เช่น  ก่อน  หลัง  เดี๋ยวนี้  ภายหลัง  หรือขยายบอกเวลาว่า  เช้า  สาย  บ่าย  เย็น  ค่ำ    ตัวอย่าง
                           - เขามาโรงเรียนสาย
                           - เราจะไปเดี๋ยวนี้
                           - ฉันจะไปพบเธอเวลาเย็น
                           - บริษัทจะส่งหนังสือมาภายหลัง
                      คำวิเศษณ์บอกสถานที่ (สถานวิเศษณ์)  เป็นคำขยายแสดงที่อยู่หรือระยะที่ตั้งอยู่  เช่น  เหนือ  ใต้  ไกล  ใกล้    เป็นต้น   ตัวอย่างเช่น
                            - เขาอยู่ไกล
                            - เด็กๆ จะไปบ้านนอก
                            - หล่อนอยู่เหนือ
                       คำวิเศษณ์บอกปริมาณหรือจำนวน (ประมาณวิเศษณ์)  เป็นคำประกอบบอกจำนวน หรือ จำนวนนับ  เช่น  มาก  น้อย  หนึ่ง  สอง  ที่ห้า  อันดับสิบ   เป็นต้น  ตัวอย่าง
                            - เขากินข้าวหมด
                            - คนงานกินจุ
                            - นักเรียนจะมาพบห้าคน
                            - คนทั้งหลายเดือดร้อนเพราะน้ำท่วม
                      คำวิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะ (นิยมวิเศษณ์)  เป็นคำขยายบอกความแน่นอน  เช่น  นี่  นี้  นั่น  นั้น  โน่น  โน้น  เป็นต้น  ตัวอย่าง
                            - ชายคนนั้นเป็นชาวไทย
                            - เขาสอบตกแน่นอน
                            - หล่อนต้องมาหาเราแน่
                            - ฉันเองเป็นคนทำ
                      คำวิเศษณ์บอกความไม่ชี้เฉพาะ (อนิยมวิเศษณ์)  เป็นคำประกอบที่แสดงความไม่แน่นอน  เช่น  อื่น  อื่นๆ  ใด  ใดๆ  อะไร  อะไรๆ  เป็นต้น  ตัวอย่าง
                            - เด็กอะไรซนอย่างนี้
                            - วิชาอื่นๆ ก็สู้วิชานี้ไม่ได้
                            - ถึงจะแพงสักเท่าไร ฉันก็จะซื้อ
                      คำวิเศษณ์แสดงคำถาม (ปฤจฉาวิเศษณ์)  เป็นคำที่ใช้ถาม  เช่น  อะไร  ใคร  ไหน  ทำไม  แต่คำเหล่านี้จะตามหลังคำนาม  สรรพนาม หรือกริยา  ตัวอย่าง  คนไหนเป็นนักเรียนทุน
                            - คนไข้มีอาการอย่างไร
                            - เธออายุเท่าไหร่
                      คำวิเศษณ์แสดงคำขานรับ (ประติชญาวิเศษณ์)  เป็นคำขานรับหรือคำประกอบใช้แสดงการขานรับ  เช่น  ค่ะ  ครับ  จ๊ะ  จ๋า  ฯลฯ    ตัวอย่าง
                           - คุณครับ รถไฟจะออกแล้ว
                           - คุณแม่ขา  โทรศัพท์ค่ะ
                           - เธอจะไปไหนจ๊ะ
                      คำวิเศษณ์แสดงความปฏิเสธ (ประติเษธวิเศษณ์)  เป็นคำบอกห้าม หรือบอกปฏิเสธ  เช่น  ไม่  หาไม่  เปล่า  อย่า  เป็นต้น   ตัวอย่าง
                           - เงินทองไม่ใช่ของหาง่าย
                           - นักเรียนไม่ควรนั่งหลับในห้องเรียน
                           - เธออย่าเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังนะ